วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แจกสูตร "ข้าวมันไก่เนรัญชลา สูตร2" สำหรับทำกินและทำขายฟรี!!!



วันนี้จะขอนำสูตรข้าวมันไก่ ซึ่งเคยได้ลงไว้ในเฟสบุ๊ค นำมารีวิวส์ให้เพื่อนๆได้พอมองเห็นภาพกันชัดๆอีกรอบนะคะ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะบอกสูตรน้ำจิ้มสูตรที่ 1 ไว้ให้ด้วยเลยก็แล้วกัน เพื่อนๆจะได้ไปเลือกเอาค่ะว่าชื่นชอบสูตรไหนมากกว่ากัน
---------------------------------------------------
"ข้าวมันไก่เนรัญชลา สูตร2"
วัตถุดิบและเครื่องปรุงน้ำจิ้มมีดังนี้...
1. ข้าวสารหอมมะลิเก่า 1 ก.ก.
2. ไก่ 1 ตัว
3. ขิงสับ 50 กรัม
4. กระเทียมสับ 30 กรัม
5. พริกขี้หนูแดงสับ 30 กรัม
6. เต้าเจี้ยวสูตรหนึ่ง 3/4 ถ้วยตวง
7. น้ำส้มสายชูกลั่น 1/2 ถ้วยตวง
8. เกลือป่น
9. น้ำตาลทราย
10. น้ำมันไก่ 1/2 ถ้วยตวง
11. รากผักชีกระเทียมพริกไทยโขลก 2 ช.ต.
12. ขิงแก่หั่นแว่น 8 แว่น
13. ใบเตย 8 ใบ
14. น้ำเปล่า
15. ซีอิ้วดำหวาน 1 ช.ช.


"วิธีทำไก่ต้ม"
1. นำน้ำเปล่าใส่หม้อใบใหญ่ ปริมาณต้องให้ท่วมตัวไก่ มัดใบเตยใส่ลงไปในหม้อน้ำ ตามด้วยเกลือป่น 1 ช.ต. นำขึ้นตั้งไฟแรงให้เดือด
2. นำไก่ลงต้ม พอเดือดแล้วให้ลดไฟให้เหลือไฟอ่อน ปิดฝารอจนไก่สุกลอยก็ใช้ได้ นำไก่ขึ้นพักไว้ ส่วนน้ำต้มไก่ให้ช้อนใบเตยทิ้งแล้วเก็บน้ำต้มไก่เอาไว้สำหรับหุงข้าวและทำน้ำซุป
"วิธีหุงข้าวมันไก่ด้วยกระทะ"
1. นำน้ำมันไก่ใส่กระทะตั้งไฟให้พอร้อน ใส่ขิงแก่หั่นแว่นลงทอดให้หอม ลดไฟให้เหลือไฟอ่อน จากนั้นจึงใส่รากผักชีกระเทียมพริกไทยโขลกลงผัดให้หอมฟุ้ง


2. ล้างข้าวสารให้สะอาด กรองด้วยกระชอนให้สะเด็ดน้ำ เทใส่ลงไปในกระทะน้ำมัน ผัดให้พอเข้ากัน


3. ใส่น้ำต้มไก่ลงไป 10 ถ้วยตวง เกลือป่น 10 กรัม และน้ำตาลทราย 10 กรัม คนให้เข้ากัน ปิดฝาตั้งไฟกลางให้พอเดือด จากนั้นจึงลดไฟลงให้เหลือไฟอ่อน ปิดฝาและคอยคนเป็นระยะเพื่อป้องกันข้าวติดก้นกระทะ การหุงข้าวมันไก่แบบนี้ใช้กรรมวิธีคล้ายคลึงกันกับการหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ พอข้าวระอุสุกดีจึงปิดไฟ

1. ข้าวแต่ละชนิดนั้นอาจต้องใช้ปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน ดังนั้นบางครั้งอาจต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัวมากะปริมาณน้ำในการหุงข้าวด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำตามสูตรเสมอไป
2. สูตรนี้ไม่ใช้ผงชูรสหรือผงปรุงรส ดังนั้นการหุงข้าวจึงใส่น้ำตาลทรายลงไป 10 กรัม เพื่อทำให้รสชาติข้าวนั้นสมดุลย์ ทดแทนการใช้ผงชูรส
3. การเจียวขิง และรากผักชีกระเทียมพริกไทยโขลกกับน้ำมันไก่ จะช่วยลดกลิ่นหืนของน้ำมันไก่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้เนื้อข้าวมีกลิ่นหอมเวลารับประทาน

"วิธีทำน้ำจิ้ม"
1. ผสมขิงสับ กระเทียมสับ พริกขี้หนูแดงสับเข้าด้วยกัน
2. จากนั้นจึงใส่เต้าเจี้ยว น้ำส้มสายชู ซีอิ้วดำหวาน และน้ำตาลทรายอีก 50 กรัม คนให้เข้ากัน
ได้เมนูข้าวมันไก่ รสชาติน้ำจิ้มจัดจ้านถึงใจ เมล็ดข้าวสวยไม่แฉะ ไก่ต้มเนื้อนุ่มกำลังดี ไม่แห้งหรือแข็งกระด้างค่ะ
สำหรับน้ำต้มไก่ที่เหลือ ก็สามารถนำมาทำน้ำซุปได้ ด้วยการใส่ซี่โครงไก่ลงไปต้มให้เดือด ใส่ฟักแก่ และมะนาวดองลงไปสักลูก
ปรุงรสด้วยเกลือป่นและซีอิ้วขาว โรยด้วยต้นหอมและผักชีซอย
และสำหรับสูตรน้ำจิ้มข้าวมันไก่เนรัญชลาสูตรที่ 1 ประกอบไปด้วยอัตราส่วนผสมดังนี้...
1. เต้าเจี้ยวอย่างดี 12 ช.ต. 2. ซีอิ้วขาวอย่างดี 8 ช.ต. 3. ซีอิ้วดำหวาน 1 ช.ช. 4. ขิงสับ 8 ช.ต. 5. น้ำต้มสุก 4 ช.ต.
6. น้ำตาลทราย 3 ช.ต. 7. น้ำส้มสายชู 4 ช.ต. 8. น้ำมะนาว 2 1/2 ช.ต. 9. พริกขี้หนูสับ 15 -20 เม็ด 10. กระเทียมสับ 3 ช.ต.

# หมายเหตุ #
1. เวลาต้มไก่อย่าให้น้ำเดือดพล่าน เพราะจะทำให้หนังไก่ไม่สวย
2. การใช้พลาสติกคลุมหนังไก่ หลังจากนำไก่ขึ้นมาจากหม้อต้มแล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้หนังไก่โดนลม หนังไก่จะได้ไม่แห้ง
3. หากไม่ใช้น้ำมันไก่ สามารถใช้น้ำมันอื่นๆแทนได้ตามชอบ
4. การใส่น้ำต้มไก่เวลาหุงข้าว ควรดูด้วยว่าเราใช้ข้าวหอมมะลิเก่าหรือใหม่ด้วย อาจต้องใช้วิจารณะญาณของผู้ปรุงด้วยว่าเราเคยใส่น้ำในข้าวนั้นปริมาณเท่าใด จึงจะได้ข้าวที่ออกมาสวย
5. รสชาติของน้ำจิ้ม สามารถปรับลดหรือเพิ่มได้ตามความชอบ เพราะรสนิยมในการรับประทานของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
----------------------------------------------------------
ข้อมูลโดย...NarunChala Phatthranant

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พิษสงของ “ผงชูรส”

ขอนำข้อมูลจากแพทย์และนักโภชนาการมาตอกย้ำอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้วที่โฆษณากันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง มาดูกันว่าอันตรายจากผงชูรส (ซึ่งบางคนอยากเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ว่า “ผงชูโรค”) นั้นมีอะไรบ้าง


ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังระบุว่า อันตรายของผงชูรสนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม กับ พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรส
สำหรับ “พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม” นั้น เนื่องจากผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่อันตรายกว่าเกลือแกงตรงที่เกลือแกงใช้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกว่ามีรสเค็ม แต่ผงชูรสใส่เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่ามีปริมาณโซเดียมสูงเพราะไม่มีรสเค็มให้รับรู้ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง-ผงชูรสมีพิษร้ายของโซเดียมแฝงอยู่อย่างมิดชิด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อไปนี้
1.ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ถึงแม้ผงชูรสจะไม่ทำให้ใครเป็นเอดส์ แต่มันก็ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องได้ ยิ่งถ้าคนเป็นเอดส์มาทานอาหารที่ใส่ผงชูรสเยอะๆ ยิ่งมีสิทธิตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
2.ทำให้เกิดการตกค้างในสมองเด็ก เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันมีเด็กปัญญาอ่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชูรสแพร่หลายในประเทศ นอกจากนั้นผงชูรสยังทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคม่า ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สาเหตุ ทำให้รักษาผิดพลาดได้ ไม่เพียงเท่านั้น ผงชูรสยังเป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ทำให้ร่างกายบวมและยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย
3.ซ้ำเติมผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
นั่นคืออันตรายจากโซเดียมที่อยู่ในผงชูรส ส่วนอันตรายจากตัวผงชูรสแท้ๆ นั้น ยังมีอีกมากมายจนหลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ
1.ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น รู้สึกชาและร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ฯลฯ จนเป็นที่รู้จักและขนานนามอาการแพ้แบบนี้ว่า “โรคแพ้ผงชูรสในภัตตาคารจีน” (Chinese Restaurant Syndrome)
2.ทำลายสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้เติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลงทั้งขนาดและน้ำหนัก
3.ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือตาบอด โดยเฉพาะในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อยจะยิ่งเกิดผลร้าย
4.ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้โลหิตจาง
5.ทำให้วิตามินในร่างกายลดลง โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งแก้โรคแพ้ผงชูรสได้
6.เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
7.ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น
8.เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ร่างกายผิดปกติ เช่น ปากแหว่ง หูแหว่ง จมูกวิ่น แขนขาพิการ
นี่ขนาดรวบรวมมาไม่ครบ ยังมีพิษภัยให้ตระหนัก 10 กว่าข้อ แสดงว่าผงชูรสนั้นมีอันตรายจริงๆ และอันตรายหลายอย่างเป็นเรื่องของการสั่งสมในร่างกาย อาจไม่เห็นพิษภัยในทันที แต่เชื่อเถอะว่าถ้ากินเข้าไปเยอะๆ กินเข้าไปทุกวัน ผลของมันต้องแสดงออกมาวันใดวันหนึ่งในอนาคต
ทางที่ดี ป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน ลด ละ เลิก ผงชูรสให้ได้มากที่สุด ถ้ากินอาหารนอกบ้าน อย่าอายที่จะบอกคนขายหรือพนักงานเสิร์ฟว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” และถ้าทำอาหารกินเอง ขอให้เชื่อรสมือตัวเองมากกว่าเชื่อโฆษณา จงมั่นใจเถอะว่า อาหารที่ปราศจากผงชูรสนั้นดีกว่าแน่นอน โดยเฉพาะดีต่อสุขภาพในระยะยาว
ขอขอบคุณPenthouse ผู้สนับสนุนเนื้อหา

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“หัวหอมแดง” ดับพิษไฟ น้ำร้อนลวก


เวลามีใครถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกตามร่างกาย แต่ไม่ใช่ว่าถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกมากมาย ทำให้เกิดปวดแสบปวดร้อนแทบทนไม่ไหว ในยุคสมัยก่อน หมอยาพื้นบ้านมีวิธีช่วยได้โดย ให้เอา “หัวหอมแดง” ที่ใช้ปรุงอาหารหาได้ในครัวเรือน ตำละเอียดพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก จะช่วยดับพิษปวดแสบ ปวดร้อนให้หายได้ทันทีแบบเหลือเชื่อ
หัวหอมแดง หรือ ALLIUM ASCALONI-CUM LINN. อยู่ในวงศ์ ALLIACEAE มีขายทั่วไป คุณค่าทางอาหารให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่เหมาะสมกับการดูดซึมของร่างกาย มีเบต้าแคโรทีน และยังมีสารจำพวก “ฟลาโวนอยด์” โดยเฉพาะ “เควอซิทีน” ที่เป็นเกราะป้องกันมะเร็งให้กับคนได้ เหมือนกับที่พบใน ไวน์แดง ดังนั้นกิน “หัวหอมแดง” นอกจากจะได้ “ฟลาโวนอยด์” แล้วยังมีสารอาหารมากกว่า 10 ชนิด พร้อมด้วยกากใยอาหารสูงด้วย
ที่มา ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เคยกินไหม ‘ขนมบูตู’! ของอร่อยสงขลา เหลือแค่เจ้าเดียว


น่าชื่นชมหนุ่มนักศึกษา อายุแค่ 20 ปี แต่มีสำนึกรักบ้านเกิด อนุรักษ์การทำ ‘ขนมบูตู’ ขนมไทยมุสลิม ของอร่อยหายากของ จ.สงขลา เหลืออยู่เพียงเจ้าเดียว ใครไปเที่ยวอย่าพลาดไปชิม... 
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 58 ผู้สื่อข่าว ได้พบกับนายชยุต ตะทวี อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการพัฒนาชุมชน สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา ซึ่งทำ ‘ขนมบูตู’ ขายในช่วงปิดเทอมเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว และสืบสานอนุรักษ์ขนมไทยมุสลิม เอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่หากินยากใน จ.สงขลา
ทั้งนี้ จะตั้งขายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 220 ถนนนางงาม เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านของมารดา มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนกันจำนวนมาก และเป็นธุรกิจครอบครัวมีญาติพี่น้องมาช่วยกันขายด้วย


นายชยุต ตะทวี เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นเยาวชน มีเวลาว่าง จึงอยากหาสิ่งดีๆ ทำเพื่อแผ่นดินเกิด และใน จ.สงขลา ก็ยังมีอะไรดีๆ อีกเยอะแยะมากมาย แต่หลายอย่างกำลังจะสูญหาย จึงอยากทำหน้าที่เยาวชนในการอนุรักษ์สิ่งดีๆ ตรงนี้ให้คงอยู่ ไม่อยากให้สูญหายไป
โดยได้ทำขนมบูตู มาประมาณ 1 ปีแล้ว ได้สูตรขนมมาจากญาติพี่น้องที่ทำขนมนี้ขายมาก่อนและเลิกกิจการไป เนื่องจากอายุมาก
"ถ้าถามว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกดีที่ได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ให้คนรอบนอกและคนในจังหวัดสงขลาได้รู้ว่า ขนมบูตูนี้ยังมีชีวิตอยู่" นายชยุต กล่าว
สำหรับขนมบูตู แม้แต่ใน จ.สงขลาเองยังหากินยาก เป็นขนมสูตรดั้งเดิมจากบรรพบุรุษที่สืบทอดมาถึงลูกหลาน และเหลืออยู่เพียงเจ้าเดียวย่านถนนนางงาม อ.เมืองสงขลา แห่งนี้เท่านั้น หากท่านที่เดินทางมาท่องเที่ยวสงขลา และอยากลองลิ้มชิมรสชาติขนมบูตูของนายชยุต ตะทวี นักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา สามารถแวะไปชิมได้เฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการ บริเวณสี่แยกถนนนางงามตัดกับถนนพัทลุง ในเขตเทศบาลนครสงขลา เปิดขายตั้งแต่เวลา 07.00-09.00 น.


ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/496695



วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ความจริงเรื่องทุเรียน ที่คนไทยถูกหลอก…

คนไทยถูกหลอก ว่ากินทุเรียนแล้วอ้วน กินทุเรียนแล้วเป็นเบาหวาน
แต่มีงานวิจัยทั้งไทยและเมืองนอกรองรับว่า ทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้
เพียงแต่รัฐบาลไม่มีเงินงบประมาณไปโฆษณาแข่งกับแอปเปิ้ลหรือผลไม้นอก
สรรพคุณของทุเรียน
1. ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ ถ่ายพยาธิ
2. ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถัน จึงทำให้ลดความอ้วน
3. ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อช่วยขัดล้างลำไส้
4.มีสารแอนตี้ออกซเด้นซ์และวิตามินอีสูง จะช่วยป้องกันและรักษา มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ลดไขมัน ลดคลอเรสเตอรอล ต้านความแก่
วิธีกินทุเรียน
เริ่มกินหลังตื่นนอนตอนเช้า ช่วงเวลา 5.00-7.00 น
กินครั้งละไม่เกิน 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกกินได้ทุกพันธุ์
หลังจากนั้นก็ให้ ดื่มน้ำอุ่นตาม คำแนะนำควร งดอาหารเช้าของวันนั้นๆ
และกินติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน เพราะความร้อนจากสารกำมะถันและเส้นใยในทุเรียนจะไปชวยชะล้างสิ่งสกปรกต่างๆภายในลำไส้และยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นอีกด้วย อาจกิน 2 พูแทนข้าวมื้อเย็นได้
—————————————
เครดิตภาพ@นิตยสารหมอชาวบ้าน , นิตยสารคู่สร้างคู่สม

ร้านครกไม้ไทยลาว แนะนำของหากินยากกัยเมนู"ลาบรังผึ้ง"



แกงผักหวานไข่มดแดง.
ร้านอาหารอีสานที่ร่ำลือกันว่า รสชาติแบบอีสานแท้ แบบว่าแซ่บ หลาย มีมากมาย ไปที่ไหนก็เจอ แต่ที่ขึ้นระดับ เป็นตำนานอาหารอีสานขนานแท้...สั่งจานไหน ก็อร่อยจานนั้น น่าจะมีอยู่ไม่กี่ร้าน
หลายคนที่ไปชิมมาแล้ว ยกนิ้วให้ร้านครกไม้ไทยลาว ในซอยลาดปลาเค้า 24 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว...เป็นร้านหนึ่งในจำนวนนั้น
เมื่อไปชิมแล้ว ยังเจอว่า นอกจากเมนูมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารอีสาน อาหารไทยแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูแปลก อร่อย แบบหากินที่ร้านอื่นได้ยาก
การันตีด้วยคอลัมน์จากนักเขียนและนักชิม และรายการทีวีดังๆนับไม่ถ้วน
คุณธนา เสงี่ยมจิตต์.
หากมองไปที่ผนัง เจอภาพ อาจารย์หม่อม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลุงหม่อม ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ นักชิม สุดยอดจอมยุทธ์...ก็คงต้องร้องอุทาน ร้านนี้เขาขึ้นระดับตำนาน...มานานจริงๆ
แม้ร้านจะเก่า บรรยากาศร้านโปร่งสบายๆ เจ้าของ คุณสุชาติและคุณลลนา ผาธรรม อัธยาศัยดี เป็นกันเอง ช่วยให้อาหารแต่ละจาน...อร่อยเพิ่มขึ้น
เมนูที่แนะนำ แกงผักหวานไข่มดแดง หมกหัวปลี ลาบรังผึ้ง
คุณธนา เสงี่ยมจิตต์ ผู้จัดการร้าน คุยให้ฟังว่า ร้านครกไม้ไทยลาว มีไข่มดแดง รังผึ้ง แมลงแปลกจิโป่ม แมงกระชอน รถด่วน ดักแด้ แมงดาไข่ แมงสะดิ้ง จักจั่น ตั๊กแตน
“เมนูเหล่านี้ร้านอื่นอาจจะมี แต่อาจมีไม่ตลอด” คุณธนาคุย “แต่ร้านเรามีแทบไม่ขาด มีการสต๊อกฟรีซเอาไว้ โอกาสพลา
หมกหัวปลี.
จานเด็ดของร้าน...หมกหัวปลี
เผื่อใครคิดว่าฝีมือดี อยากทำกินเอง เจ้าของร้านก็เต็มใจแนะนำ...เครื่องปรุง มีตะไคร้ พริกแดง หอมหัวแดง กระเทียม กะปิ กะทิสด ไก่บด หัวปลี ไข่ไก่ เกลือ
วิธีปรุงหมกหัวปลี เอาพริกแดง, หอมหัวแดง, กระเทียมมาบดใส่ กะปิ, ตะไคร้สับ, เนื้อไก่บดใส่กะทิ, ไข่ไก่ และเกลือ ใช้ไม้พายนวดให้เข้ากันประมาณครึ่งชั่วโมงห่อด้วยใบตองเสร็จแล้วนำไปนึ่งราว 1 ชั่วโมง
กลิ่นหอมจากกะทิสดก็ลอยมาแตะจมูก ท้าทายให้ลองชิม
ยกใส่จานแกะใบตองตักใส่ปาก ความมัน ของกะทิและเนื้อของหัวปลีช่างเข้ากันจริงๆอร่อยลิ้นเหมือนกินเล่น ถือ...เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย
หัวปลีให้คุณค่าอาหาร ไม่แพ้กล้วยสุก แต่มีแคลอรีน้อยกว่า 6 เท่า ขณะที่ให้แคลเซียมสูงกว่ากล้วย 4 เท่า มีโปรตีนมากกว่าเล็กน้อย มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบต้า-แคโรทีน
อาหารแปลกจานต่อมา แกงผักหวานไข่มดแดง นี่เป็นเมนูเด็ดที่ลูกค้าแทบทุกโต๊ะต้องสั่ง
รสชาติกลมกล่อม หอมปลาแห้งมากๆ ผักหวานและไข่มดแดง แม่ครัวมือเติบใส่ให้แบบไม่ยั้ง
กรมอนามัยให้ข้อมูลว่า ไข่มดแดงมีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนสูง มีไขมัน และแคลอรีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับไข่ไก่ ไข่มดแดงมีไขมันเพียง 2.6 กรัม ในขณะที่ไข่ไก่มีไขมันมากถึง 11.7 กรัม
ลาบรังผึ้ง ไม่แค่ชื่อใหม่หู เจ้าของร้านคุยว่า เมนูนี้เพิ่งทำออกมาได้ห้าหกเดือน เสียงตอบรับจากลูกค้าอึงมี่ ทีแรกเริ่มลอง ด้วยเมนูหมกรังผึ้ง เอารังผึ้งอ่อนไปย่าง เวลาทานก็จิ้มกับเกลือ เหมาะสำหรับคอเหล้าเบียร์
นอกจากหมกรังผึ้งแล้ว เอาไปทำอะไรได้อีก ลองทำลาบรังผึ้งดู ลูกค้าก็ชอบกันอีก
เหมือนทุกเมนู ร้านนี้ไม่หวงวิชา มีทีเด็ดเคล็ดลับอะไร ปล่อยให้หมด
เครื่องปรุงที่ใช้ มีข้าวคั่ว พริกป่น น้ำมะขามเปียก น้ำซุป มะนาว น้ำปลา วิธีปรุงลาบรังผึ้ง นำข้าวคั่ว, พริกป่น (เอามาคั่วก่อนแล้วค่อยบด) ใส่น้ำมะนาว, น้ำปลา, น้ำมะขามเปียก รวมเป็นน้ำราดรังผึ้ง รังผึ้งนำไปย่างไฟด้วยเตาถ่านใช้ไฟอ่อนๆประมาณครึ่งชั่วโมง ราดด้วยน้ำปรุง...เป็นอันเสร็จ
รสชาติหวาน มัน กัดเข้าไปกลิ่นหอมของน้ำผึ้งลอยออกมา อร่อยแปลกลิ้น แบบไม่น่าเชื่อ
ลาบรังผึ้ง.
ผู้จัดการร้านบอกว่า รังผึ้งส่วนใหญ่ได้มาจากอีสาน หลักๆได้จากอุบลฯ เจ้าประจำคัดรังผึ้งอ่อนสีขาวส่งมาให้ รังผึ้งอ่อนรสชาติหวานมัน แต่ถ้าเป็นรังผึ้งแก่จะมีรสฝาด“จริงๆแล้ว กินได้ทั้งรังสดๆ” คุณธนาว่า “แต่ถ้าจะกินรังผึ้งย่าง เวลาย่างก็ใส่ใบตอง”ทั้งแนะนำ ทั้งคุยย้ำยั่วต่อมน้ำลายกันมาถึงขนาดนี้ คงมีคนน้ำลายสอ อยากไปลองชิม...หลายคน
บรรยากาศร้าน โปร่งสบายๆ.
การเดินทางมาร้านนี้ ถ้ามาจากรัชโยธิน มุ่งหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรงมาถึงสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาเข้าถนนเกษตร-นวมินทร์ ตรงขึ้นสะพานข้ามคลองไปแล้วเลี้ยวขวาตรงไฟแดงเข้าทางลัดไปสี่แยกวังหิน ตรงเข้ามาประมาณ 100 เมตร เลี้ยวเข้าซอยลาดปลาเค้า 24 จากปากซอยเข้าไปประมาณ 100 เมตร ร้านครกไม้ไทยลาวจะอยู่ทางด้านขวามือ ไม่ต้องกลัวหลง ร้านดังขนาดนี้ เขามีป้ายบอกทางตั้งแต่ปากซอย
ร้านครกไม้ไทยลาว เปิดทุกวัน ติดต่อ 20 ปี ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น.
สงสัยเส้นทาง ลองโทร. 0-2570-6234-5 มือถือ 08-9135-1230 กันไว้เผื่อผิดหวัง
กระซิบดังๆให้ฟังอยากมากินของแปลก รสสะใจ ร้านครกไม้ไทยลาว ให้ชุ่มปาก วันศุกร์อาทิตย์ โทร.จองโต๊ะไว้ก่อน ไม่งั้นอาจอารมณ์เสีย เพราะรอนาน ด้วยลูกค้ามากันมากมายเหลือ หลายจริงๆ.
การเดินทางมาร้านนี้
ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้าวแกงกะหรี่เขื่อน เทรนด์อาหารใหม่กำลังฮิตบนโลกโซเชียลในญี่ปุ่น

หลายคนที่หลงไหลในโลกแห่งอาหาร นอกจากเรื่องรสชาติที่อร่อยของอาหารแล้ว บางคนยังสนุกกับการตกแต่งจานอาหารด้วย ต่างคนก็ต่างมีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่งจนบางทีก็รู้สึกสนุกราวกับว่าได้เล่นของเล่นอย่างไรอย่างนั้น ล่าสุดที่ญี่ปุ่นก็มีเทรนด์ใหม่ฟีเวอร์มาแรงเกิดขึ้น กับการทำข้าวแกงกะหรี่เขื่อนนั่นเอง
ダムカレー (damu kare) หรือแปลตรงตัวว่า แกงกะหรี่เขื่อน นั้นกำลังเป็นเทรนใหม่บนโลกโซเชียลในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง ซึ่งมันก็เป็นข้าวแกงกะหรี่ธรรมดานี่แหละ ไม่ได้มีรสชาติอุมามิโออิชิอุไม่อะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่านำมาตกแต่งทำเป็นเขื่อนเท่านั้นเอง โดยก่อข้าวสาวทำเป็นเขื่อนกั้นน้ำแกงกะหรี่ไว้ ต่างคนต่างก็ดีไซน์ตามสไตล์ของตัวเองแล้วแชร์ลงบนโลกทวีตเตอร์กันยกใหญ่ทีเดียว จริงๆ แล้วเจ้าข้าวแกงกะหรี่เขื่อนมันก็มีข้อดีของมันก็คือแกงมันจะไม่ไหลไปปนกับพวกเครื่องเคียงนั่นเอง ใครสนใจก็ไปทำเล่นกันได้ แต่ผู้เขียนขอเลือกทำแบบธรรมดาๆ แต่อร่อยๆ เอาไว้ทานเองดีกว่าจ๊ะ