วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

สูตรกล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้ง สุดยอดยาอายุวัฒนะ


 พริกไทยดำ บุบๆ พอแตก 100 เม็ด
2 ขิงสดฝานเป็นแง่งบางๆ 1 แง่ง
3 กล้วยน้ำว้าสุกคาต้น 1 หวี
4 น้ำผึ้งแท้
5 โหลแก้ว ขนาด พอประมาณ
(ให้สูงกว่ากล้วยวางแนวตั้ง)
วิธีทำ
นำพริกไทยและขิงสดเรียงไว้ก้นโหล
ปลอกกล้วยน้ำว้าใส่เรียงตามลงในแนวตั้ง...เรียงจนกล้วยเต็มโหล แล้วเติมน้ำผึ้งแท้
...ตามลงไปจนท่วมกล้วยมิด ปิดฝาโหลตั้งทิ้งเอาไว้ สามวัน
จากนั้นนำกล้วยมากิน
เช้า 1 ลูก
เย็น 1 ลูก
ถ้ากล้วยใกล้หมดให้เติมกล้วยลงไปใหม่ หมักต่อไป...ทานได้เรื่อยๆ
สรรพคุณ
บำรุงดี ภูมิแพ้หาย ร่างกาย แข็งแรง

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

กินเม็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ


เม็ดบัว… มีประโยชน์ทางยาสูงมาก แพทย์แผนไทยแนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจและตับ ซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประ
เทศที่ระบุว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์
ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง
เช่น ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง ช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารอะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับ
ออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถ
ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มะเร็งตับ

เม็ดบัว… เป็นธัญพืชที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง ทานได้
ทั้งสดและแห้ง มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ
มากกว่าข้าว 3 เท่า (ประมาณ 23%) นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมของวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เกลือแร่และฟอสฟอรัส วิตามินเหล่านี้มีส่วนช่วยในการบำรุงประสาท บำรุงไต บำรุงสมอง มีสรรพคุณทางยาใน
การรักษาอาการท้องร่วง บิดเรื้อรัง สตรีประจำเดือนมามาก และสรรพคุณ
พื้นบ้านที่ใช้เป็นยาบำรุงเลือดหรือเพิ่มเลือด ส่วนดีบัว (ต้นอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัว มีรสขม) ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง เพิ่มแรงบีบตัว
ของหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือด แก้กระหาย และอาเจียนเป็นเลือดส่วนของจีนระบุว่าดีบัวนั้น หากทานเข้าไปแล้วจะช่วยบำรุงถุงน้ำดี ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และบำรุง
หลอดเลือดหัวใจอีกด้วย ทั้งนี้การทานเม็ดบัว
เพื่อบำรุงเลือดแนะนำให้ทานเม็ดบัวสดเท่านั้น ไม่ใช่เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูป

จากคุณสมบัติที่ดีของเม็ดบัว คนสมัยก่อน
จึงนิยมนำเม็ดบัวมาทำอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น ข้าวผัดเม็ดบัว สังขยาเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม ขนมหม้อแกงเม็ดบัว ใส่ในเต้าฮวย ฯลฯ นอกจากนี้หากนำเม็ดบัวมาปรุงอาหารร่วมกับลำไยแห้งจะทำให้สรรพคุณทางยาของเม็ดบัวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง
มีการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า หากต้องการให้ร่าง
กายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยโดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด

วิธีกิน คือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึง
เยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวในปริมาณสูง

ข้อควรระวัง ผู้ที่มีอาการท้องผูก ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่ควรกิน และไม่ควรปรุง
อาหารที่มีเม็ดบัวในภาชนะที่ทำจากเหล็ก เพราะจะทำให้เม็ดบัวกลายเป็นสีดำ

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

เทคนิคหุงข้าวสวย แบบแคลอรี่ต่ำ ประหยัดได้ 120 แคลอรี่ต่อถ้วยเชียวนะ



สำหรับนักปั่นหรือนักกีฬาที่ต้องการลดน้ำหนักแบบไม่โทรม แต่ก็ยังต้องการพลังงานเพื่ออิ่มท้อง แน่นอนว่าข้าวสวยคืออาหารประจำชาติเราที่ขาดไม่ได้ แม้รู้ว่ามันเป็นแป้งที่ทำให้อ้วนได้ง่าย แต่เราก็ยังต้องการพลังงานจากมันอยู่ดี วันนี้ผมขอพามาแนะนำ วิธีหุงข้าวสวยแบบแครอลี่ต่ำ ซึ่งคิดค้นโดย นักวิทยาศาสตร์โภชนาการของทาง College of Chemical Sciences ใน Colombo, Sri Lanka เป็นเทคนิคการลดจำนวนแครอลี่ ที่ร่างการดูดซึมเข้าร่างกายโดยสามารถลด โดยวิธีหุงเข้าแบบนี้สามารถลดแครอลี่ในข้าวลงได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งปกติข้าวสวยหนึ่งถ้วยจะให้พลังงาน 246 แคลอรี่ แต่วิธีหุงแบบใหม่จะลด แคลอรี่ลงเหลือแค่ 147 แคลอรี่เท่านั้น!!

เอาหละอย่าโม้ให้นานเราเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน กุญแจสำคัญคือเป็นการเพิ่มตัวต่อต้านทานแป้งให้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนของแป้งที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมจากอาหารประเภทแป้งได้ วิธีการคือ เติมน้ำมันมะพร้าวลงไปในน้ำร้อนหนึ่งช้อนชา แล้วก็ใส่ข้าวไปครึ่งถ้วยคนให้เข้ากัน หุงสัก 40 นาที หรือจนกว่าข้าวจะสุก หรือจะต้มก็ได้สัก 25 นาที แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นหนึ่งคืน ประมาณสัก 12 ชม แม้เราจะนำข้าวสวยที่แช่เย็นออกมาอุ่นเพื่อรับประทานอีกครั้ง แต่ระบบการเปลี่ยนแปลงลดแครอลี่ที่ได้ทำไปแล้ว มันจะไม่เปลี่ยนแปลงแล้วครับ เรียกง่ายๆ เราเหมือนเป็น แฮ๊กเกอร์ ที่เข้าไปหลอกขบวนการหุงข้าวใหม่ ทำให้ข้าวที่หุงได้มีแครอลี่ต่ำลง

ซึ่งการทำวิธีนี้ ในส่วนตัวน้ำมันจะซึมเข้าในเมล็ดข้าวในส่วนที่เป็นแป้งระหว่างที่เราหุง ซึ่งจะเปลี่ยนให้แป้งมีการเพิ่มตัวต้านทาน เอมไซด์ช่วยย่อย ซึ่งจะป้องกันขบวนการเปลี่ยนแป้งให้เป็น กลุโคส และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

สูตรเด็ด" ไข่ตุ๋นทอด "


เบื่อกับข้าวแบบเดิมๆ ทำบ่อยกินบ่อยจำเจ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น  ไข่น้ำ เบื่อกันมั๊ยนะ  วันนี้เอาไข่ตุ๋นมาชุปแป้งทอดกรอบๆ จิ้มซอสพริก หรือน้ำจิ้มไก่ตามสะดวก ไม่ต้องจำเจ 
เรามีสูตรมาแบ่งปันค่ะ 




ไข่ไก่  3 ฟอง  พริกไทยป่น ซอสหอยนางรม 1 ชต  ซีอิ๊วขาว 1 ชช ต้นหอมซอย ผักชี น้ำมะนาวนิดหน่อย แอบใส่ลูกโดดลงไปด้วยค่ะ * ถ้าทำให้เด็กทาน แยกตุ๋นอีกถ้วยต่างหาก
น้ำซุป 1 ถต ถ้ามีหมูสับ กุ้งสับใส่ได้เลยค่ะ
ตีให้เข้ากัน ตุ๋นให้สุก พักให้เย็น แล้วตัดเป็นชิ้น 
ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำเย็นจัด พริกไทป่น ตีไข่ไก่ 1 ฟองเล็กผสมให้เข้ากัน

นำไข่ตุ๋นชุปแป้งทอดน้ำมันร้อน ไฟปานกลางจนกรอบ  
กรอบนอกนุ่มใน จิ้มกับซอสพริก หรือน้ำจิ้มอื่นๆตามสะดวก 


อาหาร 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกินไป


อาหาร 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกินไป เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกินไป มีดังนี้

1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีส่วนประกอบของตะกั่วการกินไข่เยี่ยวม้าปริมาณมากๆ และบ่อยๆ อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว นอกจากนั้นยังทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้

2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มเป็นส่วนประกอบ และในสารส้มมีส่วนประกอบของตะกั่วการกินปาท่องโก๋ทุกวันจะทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำให้เสื่อมเร็ว เป็นโรคความจำเสื่อมนอกจากนี้ย้งทำให้คอแห้ง เจ็บคอโดยเฉพาะคนที่ร้อนในง่าย

3. เนื้อย่างประเภทต่างๆ เนื้อที่ถูกรม ย่างไฟ จะเกิดสารเบนโซไพริน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

4. ผักดอง การกินผักดอง หรือของหมักเกลือนานๆ จะเกิดการสะสมของเกลือโซเดียม ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดโรคความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่ายนอกจากของหมักดองยังมีสารก่อมะเร็ง แอมโมเนียมไนไตรต์

5. ตับหมู ตับหมู 1 กิโลกรัม มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 400 มิลลิกรัม การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงมากๆ นานๆ จะทำ ให้หลอดเลือดแข็งตัว มีความเสี่ยง ต่อโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทางสมอง รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

6. ผักขม, ผักปวยเล้ง ผักขม, ผักปวยเล้งมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่มีกรดออกซาเลตมาก จะทำให้มีการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียมและสังกะสี

7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปหลายชนิดมีสารกันบูด สารปรุงแต่งรสที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายการกินบะหมี่สำเร็จรูปบ่อยๆ จะทำให้ขาดสารอาหารและเกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย

8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว การกินเมล็ดทานตะวันปริมาณมาก จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้ เป็นอันตรายต่ออวัยวะตับ

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้ มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายนอกจากนี้ ยังมีสารย่อยสลายโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินกว่า 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของ ประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม เกิดอาการปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ นอกจากนี้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

สุดยอดประโยชน์จาก “ขนุน”



นอกจากจะทานเพื่อความอร่อยแล้ว ขนุนยังมีประโยชน์ทั้งบำรุงร่างกายและป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย มาดูสุดยอดประโยชน์ของผลไม้อย่างขนุนกันเลย

1. ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
สำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้า ลองนำเม็ดขนุนจุ่มนมเย็นและนำมาคลึงบนหน้าเบาๆ วิธีนี้จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างดี (ลองทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์)

2. ลดอาการท้องผูก 
สรรพคุณของเม็ดขนุน ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยเส้นใยที่จะเข้าไปล้างพิษ

3. ช่วยให้ผิวเนียนใส
นำเม็ดแห้งของขนุน มาบดให้ละเอียดกับนมและน้ำผึ้ง ใช้มาร์กหน้าทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก

4. โปรตีนสูง
เม็ดขนุนมีโปรตีนสูง สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักลองเปลี่ยนจากกินถั่วมากินเม็ดขนุน (ต้ม) ก็ช่วยได้

5. ช่วยให้ผมสวยสุขภาพดี
ทานเม็ดขนุน สามารถช่วยในการไหลเวียนของเลือด เป็นผลดีกับผมช่วยให้เส้นผมยาวเร็วขึ้นอีกด้วย

6. มีวิตามินเอ
เม็ดขนุน เป็นแหล่งรวมวิตามินที่ดีสำหรับเส้นผม ป้องกันผมไม่ให้แห้งกร้านและเปราะบาง

7. สร้างภูมิคุ้มกัน
เป็นแหล่งวิตามินซีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถสร้างระบบคุ้มกันให้แข็งแรงปกป้องอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไอ ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

8. ให้พลังงาน
ขนุน อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลอรี่รวมไปถึงน้ำตาลฟรุกโตส เป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเรสเตอรอล กินได้ปลอดภัยสุขภาพดีชัวร์

9. ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง
ขนุน มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่สามารถป้องกันจากโรคมะเร็งได้ และป้องกันมะเร็งในช่องปาก

10. รักษาความดันโลหิต
ขนุน มีโพแทสเซียมที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงและบำรุงหัวใจ 

11. ช่วยปรับการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
ขนุน อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่เหมือนเป็นตัวช่วยหรือยาระบาย ช่วยย่อยอาหารและป้องกันอาการท้องผูก

12. ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
ขนุน มี high in dietary fats จึงสามารถช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากสารพิษในลำใส่ใหญ่และป้องกันมะเร็งที่อาจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยป้องกันริ้วร้อยที่เกิดจากวัยและความเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า โรคเสื่อมนั่นเอง

13. บำรุงสายตา 
เนื้อขนุน มีวิตามินและสารอาหารที่สำคัญต่อดวงตา และมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันต้อกระจกและประสาทตาเสื่อม 

14. ดีต่อผิวลดริ้วรอย
ปัจจัยทั้งเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นและวัยหมดประจำเดือน รังสียูวี หรือมลพิษต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายดูแก่ก่อนวัย ขนุนมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัยและลดริ้วรอย

15. โรคหอบหืด
บรรเทาอาการหอบของคนที่เป็นโรคหอบหืดได้ ปัจจุบันมีผู้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจจำนวนไม่น้อย 

16. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง 
ขนุน อุดมไปด้วยแมกนีเซียมสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ขนุนมีโพแทสเซียมจะเข้าไปช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมในไตและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก

17. ห่างไกลโรคโลหิตจาง 
ขนุน เต็มไปด้วยวิตามิน เอ ซี อี และเค มีไนอาซิน วิตามิน บี6 โฟเลต กรด pantothenic ทองแดงแมงกานีสและแมกนีเซียมที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือด นอกจากสามารถดูดซึมธาตุเหล็กแล้วยังสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย

18. บรรเทาอาการหวัด
เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินซี จึงสามารถช่วยป้องกันอาการหวัดและการติดเชื้อได้ เพียงคุณรับประทานขนุน 5 - 6 ชิ้นคุณก็จะได้รับทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

19. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจเกิดจากการขาดแมงกานีส โดยในขนุนมีแมงกานีส (จากข้อ17) จึงช่วยลดหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

20. ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก
ขนุนอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง พบว่าคนที่ได้รับแมกนีเซียมและโพแทสเซียม จะมีมวลกระดูกสูง และกระดูกแข็งแรง ถ้าสงสัยว่ามวลกระดูกตรงนี้มีผลต่อร่างกายอย่างไร ลองนึกถึงคนที่มีมวลกระดูกน้อย ๆ พออายุมากขึ้นกระดูกสันหลังจะหักทีละนิด ทำให้หลังค่อมหรือดูตัวเตี้ยลง ส่วนคนที่อายุยังน้อยเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจจะส่งผลให้กระดูกหักง่าย

21. ช่วยให้ต่อมไทรอยด์มีสุขภาพดี
คอปเปอร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับขบวนการเมตาบอลิซึมของต่อมไทรอยด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการดูดซึมและการผลิตฮอร์โมน ซึ่งขนุนก็เป็นตัวตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวเพราะเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่มีประสิทธิภาพต่อกระบวนการดังกล่าวและทำให้อัตราการเผาผลาญเป็นไปด้วยดีต่อสุขภาพ

23. ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน
ขนุนเป็นประโยชน์ต่อดวงตาอย่างมากและอุดมไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตาบอดกลางคืนได้
(อาการตาบอดกลางคืน คือ ผู้ที่มองเห็นภาพวัตถุในที่ ที่มีแสงสลัวในที่มึดไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนที่จะปรับตาเพื่อให้เห็นชัดจะช้ากว่าปกติหรือเรียกว่า Slow dark adaptation )

24. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
ผลขนุนยังมีวิตามิน บี6 ที่จะช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง

25. ช่วยสมานแผน
ขนุนมีคุณสมบัติในการสมานแผลที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการผิดปกติอื่นๆในระบบทางเดินอาหารด้วย
เครดิต  สมุนไพร+แพทย์แผนไทย

สูตรน้ำพริงแกง ต่างๆ



ตำรับเครื่องแกงส้ม
พริกเม็ดใหญ่ ๕๐ กรัม , หอมแดง ๖๐ กรัม , กระเทียมสับ ๑๐ กรัม ,พริกขี้หนูแห้ง ๕ กรัม, เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำตำรับดั้งเดิม
โขลกเครื่องพริกแกงส้มทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียดโดยเริ่มจากพริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่นจนละเอียดตามด้วยกระเทียม หอมแดง กะปิ โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันได้ดี
วิธีทำตำรับยอดนิยม
โขลกเครื่องพริกแกงส้มทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียดโดยเริ่มจากพริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่นจนละเอียดตามด้วยกระเทียม หอมแดง พริกขี้หนูแห้ง โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันได้ดี

ตำรับเครื่องแกงคั่ว
ส่วนผสม
พริกแห้ง ๑๐๐ กรัม , กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ
หอมแดงซอย ๑/๒ ถ้วย , เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ
กระเทียมซอย ๑/๒ ถ้วย , ผิวมะกรูดซอย ๒ ช้อนชา
ข่าซอย ๒ ถ้วย , รากผักชีซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย ๑/๒ ถ้วย , พริกไทยป่น ๒ ช้อนชา

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกแห้งแช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่น จนละเอียด ตามด้วย พริกไทย รากผักชีซอย ข่าซอย ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย จนละเอียด ตามด้วยกระเทียมซอย หอมแดงซอย กะปิ โขลกจนละเอียดและเข้ากันดี

ตำรับเครื่องแกงเผ็ด
ส่วนผสม
พริกแห้ง ๑๐๐ กรัม , กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ
หอมแดงซอย ๑/๒ ถ้วย , เกลือป่น ๒ ช้อนโต๊ะ
กระเทียมซอย ๑/๒ ถ้วย , ผิวมะกรูดซอย ๒ ช้อนชา
ข่าซอย ๒ ถ้วย , รากผักชีซอย ๒ ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย ๑/๒ ถ้วย , พริกไทยป่น ๒ ช้อนชา
ลูกผักชีคั่วบด ๓ ช้อนโต๊ะ , ยี่หร่าคั่วบด ๒ ช้อนชา

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกแห้งแช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่น ตามด้วยส่วนที่เป็นของแห้ง เช่น ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่น พริกไทยจนละเอียดเข้ากันดี ตามด้วยรากผักชีซอย ข่าซอย ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอยจนละเอียด ตามด้วยกระเทียมซอย หอมแดงซอย กะปิ โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันได้ดี

ตำรับเครื่องแกงเขียวหวาน
ส่วนผสม
พริกชี้ฟ้าเขียว ๑๐๐ กรัม , รากผักชี ๒ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูเขียว ๓๐๐ กรัม , พริกไทยป่น ๒ ช้อนชา
หอมแดง ๑๕๐ กรัม , เกลือป่น ๒ ช้อนโต๊ะ
กระเทียม ๒๐๐ กรัม , กะปิ ๑ ช้อนโต๊ะ
ข่าโขลก ๑ ช้อนโต๊ะ , ลูกผักชีคั่วป่น ๒ ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ ๕๐ กรัม , ยี่หร่าคั่วบด ๒ ช้อนชา
ผิวมะกรูด ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกชี้ฟ้าเขียว และพริกขี้หนูเขียวกับเกลือป่น ตามด้วยส่วนผสมที่เป็นของแห้ง เช่น ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่น พริกไทยจนละเอียดเข้ากันดี ตามด้วยรากผักชี ข่า ตะไคร้ มะกรูด จนละเอียด ตามด้วยกระเทียม หอมแดง กะปิ โขลกต่อจนละเอียดและเข้ากันดี

ตำรับเครื่องแกงพะแนง
ส่วนผสม
พริกแห้งเม็ดใหญ่ ๖๐ กรัม , กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ
หอมแดง ๑๕๐ กรัม , เกลือป่น ๒ ช้อนโต๊ะ
กระเทียม ๒๐๐ กรัม , ผิวมะกรูดซอย ๒ ช้อนชา
ข่า ๒ ช้อนชา , ลูกผักชีคั่วป่น ๓ ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ ๕๐ กรัม , พริกไทย ๒ ช้อนโต๊ะ
ผิวมะกรูด ๒ ช้อนชา , ยี่หร่าคั่วบด ๓ ช้อนชา
รากผักชี ๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่น ตามด้วยส่วนที่เป็นของแห้ง เช่น ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่น พริกไทยจนละเอียดเข้ากันดี ตามด้วยรากผักชี ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูดจนละเอียดตามด้วยกระเทียม หอมแดง กะปิ โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันได้ดี

ตำรับเครื่องแกงกะหรี่
ส่วนผสม
พริกแห้งเม็ดใหญ่ ๑๐๐ กรัม , กะปิเผา ๔๕ กรัม
หัวหอมเผา ๑๐๐ กรัม ล ขิงเผา ๒ ช้อนโต๊ะ
กระเทียมเผา ๑๕๐ กรัม , ลูกผักชีคั่วป่น ๓ ช้อนโต๊ะ
ข่าเผา ๒ ช้อนชา , ยี่หร่าคั่วป่น ๒ ช้อนชา
ตะไคร้ ๕๐ กรัม , ผงกะหรี่ (ตราปืนไขว้) ๔ ช้อนชา
ลูกกระวาน ๖ ลูก , สีผสมอาหาร (สีเหลือง) ๑ ช้อนชา , รากผักชี ๘๕ กรัม อบเชย ๑ ช้อนชา
เกลือป่น ๓ ช้อนชา

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่น ตามด้วยส่วนที่เป็นของแห้ง เช่น ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่น พริกไทย ลูกกระวาน อบเชย และผงกะหรี่ จนละเอียดเข้ากันดี ตามด้วยรากผักชี ข่า ตะไคร้ ขิงเผา จนละเอียด ตามด้วยกระเทียม หอมแดง กะปิ โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันได้ดีถ้าสีไม่สวยใส่สีผสมอาหารเพิ่ม

ตำรับเครื่องแกงมัสมั่น
ส่วนผสม
พริกแห้ง ๑๐๐ กรัม , พริกไทยป่น ๒ ช้อนชา
หอมแดงซอย ๑/๒ ถ้วย , ลูกผักชีคั่วป่น ๔ ช้อนโต๊ะ
กระเทียมซอย ๑/๔ ถ้วย , ยี่หร่าคั่วป่น ๒ ช้อนชา
ข่าซอย ๒ ช้อนชา , กานพลูคั่วป่น ๑/๒ ช้อนชา
ตะไคร้ซอย ๑/๒ ถ้วย ,ลูกจันทร์คั่วป่น ๑/๒ ช้อนชา
ผิวมะกรูดซอย ๒ ช้อนชา ,อบเชยคั่วป่น ๑/๒ ช้อนชา
รากผักชีซอย ๒ ช้อนโต๊ะ ลูกกระวานคั่วป่น ๑/๒ ช้อนชา
เกลือป่น ๔ ช้อนชา ดอกจันทร์ ๑๒ กรัม
กะปิเผา ๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
โขลกส่วนผสมเครื่องแกงคั่วทั้งหมดให้ละเอียด โดยเริ่มจากพริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำจนนิ่มกับเกลือป่น ตามด้วยส่วนที่เป็นเครื่องเทศ เช่น ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่น พริกไทย ฯลฯ จนละเอียดเข้ากันดี ตามด้วยรากผักชี ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด จนละเอียด ตามด้วยกระเทียม หอมแดง กะปิเผา โขลกต่อจนละเอียด และเข้ากันดี นำเครื่องแกงไปผัดกับน้ำมันจนหอม


ขอบคุณข้อมูล http://valuablebook2.