วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

พืชที่ควรมีติดบ้านไว้ใช้เป็นยาได้ยามฉุกเฉิน



1.ขิง
~สมุนไพรรสร้อนแรงแต่ดีกับสุขภภาพนัก
กินไล่หวัดได้ดี เหมาะกับบำรุงร่างกายใน
หน้าฝนและหน่าหนาว น้ำขิงอุ่นๆจะช่วย
ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้อง
เฟ้อ อาหารไม่ย่อย แก้เมารถ ไมเกรน ปวด
ตามข้อ ลดคลอเรสเตอรอลได้ดีด้วย
~สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหัวแก่หัวอ่อน เหง้า
อ่อนใช้ปรุงอาการคาวหวานดับกินคาวได้ดี
จะกินเป็นเครื่องเคียงก็ได้ ส่วนขิงแก่มักนำ
มาทำน้ำขิงรับทาน
2.สะระแหน่
~เรามักรู้จักมิ้นของฝรั่ง เราก็ควรรู้จัก
สะระแหน่เพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกัน
~กลิ่นของสะระแหน่จะเย็นๆ มีสรรพคุณ
เป็นยาเย็นใช้ดับร้อนได้ดี ถอนพิษไข้ ขับ
ลม ขับเหงื่อ ลดอาการเครียด ใบสดของสะ
ระแหน่สามรถนำมาบดใช้ทาผิวให้ชุ่มชื่น
ได้ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ไล่ยุงและบรร
เทาอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวดซะอีก
~เรามักพบสะระแหน่มากในอาหารประเภท ยำ ลวก ลาบ น้ำตก หรืออาหารสลัดก็
เพื่อบรรเทาอาการเผ็ดร้อนนั้นเอง
3.แมงลัก
~หลายคนรู้จักดีเพราะแมงลลักเป็นสูตรผสมของอาหารลดความอ้วนจริงๆ แล้ว
สรรพคุณของเจ้าแมงลักนี้ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายเพราะเมือกสีขาวรอบเมล็ดจะทำให้อุจระอ่อนตัวลง ช่วยขับพิษในลำไส้ นอก
จากนี้ในใบอ่อนมีแคลเซียมสูง บำรุงกระดูก
ได้ดี
4.กระเพรา
~ใครชอบกินผัดกาะเพา บ้างน้อยคนนักที่
จะไม่รู้จักแทบทุกคนต้องเคยทานอาหารจานด่วนเมนูนี้ รู้หรือไม่ว่าใบกระเพาะเป็น
แหลงฟอสฟอรัสและวิตามินเอในปริมาณ
สูง ช่วยขับลมในกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ กระตุ้นการขับน้ำดี
ช่วยย่อยไขมันลดการจุกเสียด ป้องกันโรค
มะเร็ง หัวใจขาดเลือด ช่วยขัน้ำนมให้สตรี
หลังคลอด น้ำคั้นจากใบช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ทาผิวแก้กลากเกลื้อน
คั้นเอาน้ำหยอดหูแก้ปวดหู ใบสดขยี้ให้มี
กลิ่นไล่แมลลงได้ หรือไว้ทาหูดก็ดี นอก
จากนั้นถ้านำมาต้มสามารถดื่มบรรเทาอา
การคลื่นไส้ อาเจียนได้
5.โหระพา
~ผักอื่นที่ให้ความร้อนแรง แต่อุดมไปด้วย
แคลเซียมและเบต้าแคโรทีน มีส่วนผสมในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มะเร็ง ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ทอ้ง
เฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้หวัด ขับเหงื่อ ถ้า
นำเมล็ดไปแชน้ำจะนำมารักษาโรคบิดได้
ช่วยให้ลำไส้หล่อรื่นขึ้น โหระพาอยู่ในอา
หารพวกแกง ผัด ทอด หรือจะกินสดก็ได้
6.กระชาย
~สรรพคุณขับปัสวะ กลิ่นหอมแรง ขับ
ฤดูขาว บำรุงร่างกาย ขับลมได้ดี ใช้เหง้าสดทุบพอแตกต้มน้ำดื่มแก้ท้องอืด
ท้องเฟ้อ บ้างว่าสามารถกระตุ้นสมรรถภาพ
ทางเพศได้ด้วย โดยมีชื่อเรียกว่า"โสมไทย"
7.ตะไคร้
~หลายคนชอบดื่มน้ำตระไคร้เพราะมีรสชาติเผ็ดนิดๆอีกทั้งยังเป็นส่วนผสมสำคัญใน
ต้มยำอีกด้วย
คุณประโยชน์
~บำรุงธาตุ แก่ทางเดินปัสสวะ นิ่ว ขับลมในลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้โรค
หืด อหิวาตกโรค บำรุงสมอง แก้เกลื้อน
ที่สำคัญปลูกไว้รอบๆบ้าน จะสามารถไล่ยุง
ได้ด้วยค่ะ
8.ข่า
~ใช้เป็นไม้ประดับก็ดี แถมกินได้ประโยชน์
เรามักกินตอนที่มันยังอ่อน หน่ออ่อนๆหรือช่อดอกอ่อนๆก็นำมากินกับ
น้ำพริก รสชาติเผ็ดปร่า เหง้าใช้ทำเครื่อง
แกงหรือเครื่องต้มยำ
~ข้อดีของข่า ขับลมไม่ให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
แก้จุกเสียด โรคกระเพาะ ลดไขมัน แก้หลอดลมอักเสบ และยังเป็ยาระบาย
อ่อนๆด้วย
9.พริก รสชาติร้อนแรงจัดจ้าน
~มีสาระสำคัญที่เรียกว่า"แคปไซซิน(Capsaicin) จะกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ช่วยเจริญอาหาร เลือดไหลเวียนได้ดี ช่วย
ขับลม แก้หวัด ขับเหงื่อ ป้องกันเส้นเลือด
ตีบตัน ต้อกระจกและมะเร็งบางชนิด
10.มะกรูด
~เรามักเคยได้ยินว่ามะกรูดนำมาสระผมได้
แก้รังแคและคันศรีษะ ทำให้ผมดกดำเงา
งาม แต่ถ้าเราสามารถนำมากินแก้ไอ แก้เจ็บคอ ใช้แทนยาสีฟัน ทำให้เหงือกแข็ง
แรง กลิ่นของมะกรูดจะช่วยดับกลิ่นคาว
ของอาหาร ช่วยไล่มดแมลงและมอดในถัง
ข้าวได้ด้วย นอกจากนี้ถ้าเรานำมะกรูดมาตากแห้งแล้วบดเป็ดยาผง จะเป็นยาบำรุงเลือดและยาระบายได้ดีด้วย
ค่ะลองหันมาเอาพืชผักเป็นยาเพื่อสุขภาพทีดีและพ้นจากโรคภัยกันนะค่ะ
(แหล่งที่มา กระทรวงสาธารณะสุข
โดยเพจ แพทย์ทางเลือกสายพุทธ)

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผงชูรสฆ่าคน !!! ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเลยแม้แต่นิดเดียว




ผงชูรสฆ่าคน !!!

เพื่อนๆทราบมั๊ยค๊ะว่า ในการผลิตผงชูรสทั้งแบบก้อนและแบบผลในประเทศไทยใช้แป้งมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก แต่แหล่งข่าวที่ผมรู้จักยืนยันว่ามันมีอะไรแปลกๆ มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่มาจากกระดูกสัตว์ อย่างกระดูกวัว กระดูกควาย โซดาไฟ และปุ๋ยยูเรีย ก็คิดดูเองสิว่าทำไมของเหลวที่เกิดจากกระบวนการผลิต ทำไมยังสามารถนำไปขายให้เกษตรกรไปเป็นปุ๋ยน้ำ รดไร่นาจนพืชขึ้นเขียวขจี (แต่กลายพันธุ์ด้วยหรือเปล่าไม่รับรองนะ) ก็ลองสังเกตุดูสิว่าคนงานในโรงงาน และชุุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆ โรงงานผลิตผงชูรสถึงมีอาการอิดโรย ป่วยกระเสาะ กระแสะกันทั้งชุมชน เพื่อนๆ ผมที่อยู่โรงงานผลิตผลชูรส เขายังไม่กินผงชูรสเลย แต่ถ้าเขาจะนำผลชูรสผสมน้ำอุ่นแล้วไปขัดห้องน้ำ ขัดหม้อ ที่มีเขม่าดำ ขัดหัวเข็มขัดทองเหลือง ขัดสร้อยเงิน แช่เหรียญเก่า หรือแช่พระกรุ ก็ไม่แน่เพราะผมเคยลองขัดดูแล้วเวิร์กมากๆ ถ้าไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองดูเองนะครับ

จริงๆ แล้วผงชูรส ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเลยแม้แต่นิดเดียว “ผงชูรส มีประโยชน์เพียงทำให้อาการมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น ต้องใส่ในปริมาณเหมาะสม ”

อันตรายของผงชูรสถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1).พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม กล่าวคือผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่อันตรายมากกว่าเกลืองแกงตรงที่ว่าเกลือแกงใช้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกว่ามีรสเค็ม แต่ผงชูรสใส่มากเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัวว่ามีปริมาณโซเดียมมากเท่าไหร่ เพราะไม่มีรสเค้าให้รู้สึก หรือพูดอีกนัยหนึ่งผลชูรสมีพิษแฝงในเรื่องโซเดียว ซึ่งมีพิษภัยอันตรายดังนี้

1.1) ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ลดลง ถึงแม้ผลชูรสจะไม่ทำให้ใครเป็นเอดส์ แต่มันทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ยิ่งถ้าคนป่วยเป็นเอดส์มาทานอาหารทีาใส่ผงชูรสยิ่งทำให้ตายเร็วกว่าที่ควรเป็นครับ

1.2) ทำให้เกิดการคลั่งในสมองเด็ก ซึ่งเมื่องเด็กโตขึ้นจะเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันมีเด็นปัญญาอ่อนเพ่ิมมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชุรสแพร่หลายในประเทศไทย ผงชูรสทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคม่า ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สามเหตุ อาจทำให้รักษาผิดพลาดเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นภัยต่อหญิงมีครรภ์ ทำให้ร่างกายบอมและยังมีพิษภัยต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย

1.3) ผงชูรสเป็นอันตรายต่อผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ เช่น โรคไต ความดันสูง และโรคหัวใจเป็นต้น

2.)พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้ ส่งผลดังนี้

2.1)ทำให้เกิดอาการแพ้ผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชา และร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้วต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก เป็นต้น จนเป็นที่รู้จักและขนานนามโรคแพ้ผงชูรสในภัตตาคารจีน

2.2)ทำลายสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้เจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลง ทั้งในเรื่องของขนาดและน้ำหนัก

2.3)ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อย จะยิ่งเกิดผลร้ายมาก

2.4)ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ทำให้โลหิตจากได้

2.5)ทำให้วิตามินในร้างกายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 6 แก้โรคแพ้ผงชูรสได้

2.6)เกิดโรคมะเร็ง

2.7)ทำลายระบบประสาทส่วนกลางทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น

2.8)เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ผิดปกติ ปากแหว่ง หูแหว่ง และจมูกวิ่น แขนขาพิการ เป็นต้น

แต่ถึงเห็นพิาภัยขนาดนี้ประชาชนตาดำๆ อย่างเราคงจะหลีกเลี่ยงผลชูรสได้ยาก เพราะตั้งแต่ภัตตาคารใหญ่ๆ จนไปถึงร้านข้างถนนยังขาดความรู้เรื่องโทษจากผงชูรส เรามาเริ่มต้นจากบ้านของเรา และช่วยกันรณรงค์เรื่องพิษภัยของผงชูรสกันดีกว่าค่ะ



ขอบคุณที่มากจาก หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ
คอลัมม์ ภาคภูมิ ชวนคิด
ดร.ภาคภูมิ เตชสกุลฤทธิ์

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

ต้มปลาไม่ให้มีกลิ่นคาว


ปลา เป็นเป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มากมาย เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ช่วยลดความเครียด ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ แต่เวลาต้มทีไรก็มักจะมีกลิ่นคาวเหลืออยู่ เรามีวิธีดับกลิ่นคาวของปลามาฝากค่ะ...

ระหว่างต้มปลาให้ใส่ใบชาจีน ประมาณ 6-7 ใบลงไปในหม้อ แต่อยากให้รสชาติของปลาดีขึ้น ให้ใส่หอมแดงทุบใส่ลงไป ประมาณ 2-3 หัว ค่ะ เพียงเท่านี้ปลาต้มของเพื่อนๆ  ก็จะไม่มีกลิ่นคาวแล้วค่ะ

หมูเส้นทอดกระเทียมพริกไทยสูตรง่ายๆตามเคย..มาลองทำกัน



หมูสันคอหั่นเป็นเส้น/ซอสหอยนางรม/ซอสปรุงรส/ซีอิ้วขาว/น้ำตาลนิดหน่อย/พริกไทยเม็ดบดละเอียด/กระเทียมบุบพอแตกแยกไว้สองส่วน/แป้งสาลี
...เอาหมูมาใส่เครื่องหมักทุกอย่างยกเว้นแป้งสาลี
...หมักไว้20นาที
...ตั้งกระทะใส่น้ำมันเยอะพอควรให้ร้อน
...เอาหมูที่หมักเสร็จมาใส่ผงแป้งสาลีหมูครึ่งกิโลใส่แป้ง2ช้อนโต๊ะแล้วนวดให้เข้ากัน...เอาลงทอดทันที..เราใส่แป้งลงไปเพื่อให้หมูกรอบและไม่ให้น้ำในตัวเนื้อมันแห้งเกินและไม่ติดกระทะด้วยทอดให้เหลืองแบ้วเร่งไฟแรงเพื่อรีดน้ำมันออก..
...เอากระเที่ยมส่วนที่เหลือมาคลุกผงแป้ง..ร่อนแป้งออกให้หมดแล้วลงทอดต่อให้เหลืองกรอบ..เสร็จแล้วตักขึ้นพักไว้เราจะอาตรงนี้โรยหน้า
เสร็จละหมูทอดแบบง่ายๆแถมอร่อยด้วย..กินกับซอสพริกอร่อยสุดๆ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผัดใบยี่หร่ากับเนื้อสับ


มื้อนี้มาชวนเพื่อนๆผัดใบยี่หร่ากับเนื้อวัวสับค่ะ ถ้าไม่ทานเนื้อวัวก็เปลี่ยนเป็น เนื้อหมูหรือปลาดุกก็อร่อยค่ะ
  



เตรียมเครื่องน้ำพริกสำหรับผัดนะคะ
 
ใส่ พริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ กะปิ และเกลือ 
ใบยี่หร่า
เนื้อสันสับ ถ้าเพื่อนๆไม่ทานเนื้อวัวจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหมู หรือปลาดุกก็อร่อยดีค่ะ
น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ
น้ำมันพืช เปลี่ยนยี่ห้อบ่อยๆก็ดีนะคะ เค้าบอกว่าอย่าทานอะไรซ้ำซาก
เพราะร่างกายจะได้รับสารชนิดนั้นๆมากเกินไป 
พริกไทย เตรียมเครื่องน้ำพริกสำหรับผัด..ปริมาณเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ
ถ้าไม่อยากให้เผ็ดก็เอาเมล็ดพริกออกนะคะ
โขลกน้ำพริกแค่หยาบๆ และเก็บน้ำล้างก้นครกเอาไว้ด้วย
(เคล็ดลับนะคะ....อร่อยแน่ๆค่ะ :)


เด็ดใบยี่หร่า หั่นข่าอ่อน ...เพิ่งจะขุดขึ้นมาใหม่ๆ...คนแก่กินข่าอ่อน ...ฮา!!!
พริกไทยของเราเองภูมิใจมากค่ะ และเพิ่มสีสันด้วยพริกชี้ฟ้าแดงค่ะ
ทุกอย่างพร้อมที่จะลงกระทะแล้วค่ะ




ใส่น้ำมันในกระทะตั้งบนไฟกลางค่อนข้างอ่อน ตักน้ำพริกใส่ลงไปผัดให้หอม
 ระวังอย่าใช้ไฟแรงเดี๋ยวน้ำพริกจะไหม้ค่ะ
แล้วใส่เนื้อสับลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำพริกแกง ...กลิ่นหอมฟุ้งเชียวค่ะ
พอเนื้อใกล้จะสุกจึงเติมน้ำปลา น้ำตาล และเติมน้ำล้างก้นครก....อย่าลืมนะคะ ...อิอิ!!!
คนให้เข้ากันแล้วชิมรสให้ถูกปากถูกใจ
ใส่พริกชี้ฟ้า พริกไทยและข่าอ่อน คลุกให้เข้ากัน



ใส่ใบยี่หร่าลงไปผัดคลุกเคล้าแค่ให้ใบสลบนะคะ
ใบยี่หร่าโดนความร้อนสลบแล้ว!!!!!
ตักใส่จานเสิร์ฟร้อนๆค่ะ
ผัดจานนี้อุดมไปด้วยสมุนไพร ทานแล้วร่างกายแข็งแรงนะคะ


มาทำน้ำพริกกุ้งสด กินกันดีกว่า



 ส่วนประกอบ
1. กุ้ง 7-10 ตัว ปอกเปลือกออกให้หมด ลวกด้วยน้ำเกลือ
2. กะปิอย่างดีห่อใบตองย่างให้หอม  1+ 1/2 ช้อนโต๊ะ (หรือประมาณ 80 กรัม).
3. กระเทียมตัดหัวท้าย ลอกเปลือกแข็งๆ ออก 10 กลีบ (ประมาณ 50 กรัม) 
4. พริกขี้หนูสวนสีแดงเขียว  8-10 เม็ด (ปรับเพิ่ม/ลด ตามความชอบ)
5. มะเขือพวงเด็ด  50 กรัม
6. หอมแดง 2 ลูก (ไม่ใส่ก็ได้ รสชาติไม่ต่างกันมาก)
7. ไข่ต้ม, ผักสดหรือผักนึ่งสำหรับทานกับน้ำพริก (ถั่วฝักยาว, กะหล่ำปลี, แตงกวา, อื่นๆ)
... เครื่องปรุง
น้ำตาลปี๊บ  ½   ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว  2-3  ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา  1-2  ช้อนโต๊ะ
***ปริมาณน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาล อาจจะต้องใช้มากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความเค็มของกะปิ  ความหวานของน้ำตาลและขนาดตัวกุ้งด้วยนะครับผม
... วิธีทำทีละขั้นตอน
1. นำกุ้งปอกเปลือก เด็ดหัวทิ้ง แล้วลวกด้วยน้ำเกลือต้มเดือดจนสุก (เพื่อดับคาว) จนกุ้งออกสีชมพู นำออกมาสะเด็ดน้ำ พักไว้
2. นำกะปิห่อด้วยใบตอง ย่างไฟ เพื่อเพิ่มความหอม
3. นำพริกขี้หนู, หอมแดง และกระเทียมไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน จนสุกหอม จากนั้นจึงนำไปตำในครกพร้อมกะปิและเนื้อกุ้งสัก 4-5 ตัว จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
4. จากนั้นใส่มะเขือพวงลงไป โขลกย้ำเบาๆ แค่พอมะเขือพวงแตก
5. ปรุงรสด้วยน้ำตาล, น้ำปลาและน้ำมะนาว 
6. สุดท้ายนำกุ้งที่เหลือ ใส่ลงไป โขลกทุกอย่างเบาๆ (ไม่ต้องให้กุ้งเละ) คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยไม่ต้องมาก (เพื่อปรับความข้น) เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่า เสร็จเรียบร้อย
7. ตักน้ำพริกใส่ถ้วย เสริฟพร้อมผักสด (หรือผักนึ่ง), ไข่ต้มและข้าวสวยร้อนๆ และที่ขาดไม่ได้เลยต้องชะอมชุบไข่ทอด ทานคู่กันกับน้ำพริกกุ้งสดอร่อยแซ่บหลายๆ นะครับผม

ชวนชิมปูม้าสด ของขึ้นชื่อเมืองชะอำ ในงาน “เทศกาลชิมปูชัก@ชะอำ”

ชวนชิมปูม้าสด ของขึ้นชื่อเมืองชะอำ ในงาน “เทศกาลชิมปูชัก@ชะอำ”
ปูม้านึ่งเนื้อแน่น
        การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเพชรบุรี ชวนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอาหารทะเลโดยเฉพาะเมนูปูม้า สดๆ รสชาติอร่อย ในงาน “เทศกาลชิมปูชัก@ชะอำ ครั้งที่ 5” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 22 มีนาคม 2558 ณ จุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 
      
       เนื่องจาก ชะอำเป็นเมืองชายทะเลที่มีกลุ่มอาชีพชาวประมงพื้นบ้านออกเรือไปหาปู เป็นกลุ่มชุมชนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนบ้านคลองเทียนและสะพานหิน จะใช้คลองสะพานหิน เป็นที่จอดเรือหลบคลื่น และใช้พื้นที่ริมคลองขายปูสดๆ ที่จับมาได้เอง โดยมีวิธีการรักษาความสดของปูด้วยการจับใส่ถุงตาข่ายผูกเชือกห้อยลงไปในคลองกับราวสะพานเหล็กเล็กๆ ที่ยกเปิด-ปิดได้ ซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรข้ามคลอง และเมื่อมีลูกค้ามาหาซื้อปู บรรดาคนขายปูก็จะไปชักถุงตาข่ายปูขึ้นมาเสนอขาย จนเป็นที่มาของชื่อ “ปูชัก” หนึ่งเดียวในเมืองไทย และด้วยความสดใหม่ เนื้อแน่น รสชาดที่หวานอร่อยของปูม้าชะอำ จนเป็นที่ขึ้นชื่อของผู้ที่ได้มาชิมว่า มาชะอำต้องหาปูม้าชะอำรับประทาน ประกอบกับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปูม้าในทะเลได้มาก รวมทั้งเทศบาลเมืองชะอำยังได้ส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าด้วยการมอบพันธุ์ปูม้าให้กับชาวประมงเพื่อนำไปปล่อยในทะเลเป็นประจำ และสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารปูม้าของชุมชน เพื่อเป็นการแพร่พันธุ์ปูม้าในท้องทะเลชะอำให้มากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมอาชีพชาวประมงพื้นบ้านที่ออกเรือไปหาปูให้คงอยู่ตลอดไป
ชวนชิมปูม้าสด ของขึ้นชื่อเมืองชะอำ ในงาน “เทศกาลชิมปูชัก@ชะอำ”
ปูม้าที่ถูกชักขึ้นมา
        นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ ผู้ตั้งชื่อ “ปูชัก” ตามลักษณะการขายปูของชาวประมงพื้นบ้าน จึงมีแนวคิดที่จะจัดงาน เทศกาลชิมปูม้าที่ชะอำขึ้น ภายใต้ชื่องาน “เทศกาลชิมปูชัก@ชะอำ ซึ่งปีนี้ได้กำหนดจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การทองเที่ยวของชะอำแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าและรักษาเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป
      
       กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด โดยเน้นเมนูปูม้าสดของชาวประมงพื้นบ้านชะอำ การสาธิตวิธีการรักษาความสดของปูพร้อมการนำเสนอขายของชาวประมงพื้นบ้านด้วยการ “ชักปู”หนึ่งเดียวในเมืองไทย กิจกรรมการแสดงของดาราศิลปินบนเวที และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นบนถนนคนเดินชายหาดชะอำ และการแข่งขันจับปูเป็นๆ ทุกวัน ตลอดทั้ง 9 คืน
      
       สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เทศบาลเมืองชะอำ โทร. 0 3247 1665 หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี โทร.0 3247 1005 - 6 , Facebook : Tat Phetchaburi